2013/Jan/07

วันนี้เปลี่ยนบรรยากาศมาอ่านเรื่องสั้นที่ผมเขียนไว้เมื่อสมัยมัธยม เกือบ 40 ปีก่อน ไม่อยากบอกเลยรู้อายุหมด
 
ตอนเขียนลงหนังสือพิมพ์ของโรงเรียน อาจารย์ยังชมว่า ถ้าเขียนเอง เป็นเรื่องสั้นที่ดี
 
แสดงว่าดีเสียจนอาจารย์ไม่คิดว่าเราเขียนเองด้วยซ้ำ  น่าภูมิใจมาก  แต่หลังจากนั้นก็ไม่เคยเขียนเรื่องสั้นได้ดีกว่านี้อีกเลย  
 
ลองอ่านดูนะครับ
 
 

บ้านใหม่

โดย...บริสุทธิ์

 

สมชัยถลันเข้ามาในห้องพักแคบ ๆ ของเขา  ราวกับว่าฟ้าจะถล่มทลายไปในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

“เก็บของเร็ว วาส” เขาพูดอย่างกระหืดกระหอบ “เราจะย้ายบ้าน”

วาสนามองดูหน้าเขาอย่างมึนงง  แต่ก็ทำตามเขาอย่างว่าง่าย

“มันถูกอย่างไม่น่าเชื่อ ฉันจึงตัดสินใจซื้อแทบจะในทันที” เขาพูดระหว่างทางที่อยู่บนรถ “เป็นบ้านเล็ก ๆ กลางเมืองที่ใคร ๆ ก็อยากเป็นเจ้าของ”

ในที่สุด รถแวนเก่า ๆ คันนั้นก็มาจอดลงตรงหน้าบ้านหลังน่ารักหลังหนึ่ง  มันตั้งอยู่ใจกลางแหล่งธุรกิจที่จอแจ

“ไม่น่าเชื่อว่าที่อย่างนี้จะมีคนขายให้เรา” วาสนากล่าวขณะช่วยชนข้าวของกระจุกกระจิก  ส่วนสมชัยแบกกระเป๋าเสื้อผ้า 2 ใบเดินลับเข้าไปในอาคารไม้ 2 ชั้นแบบไทยโบราณ แต่ถูกตกแต่งจนดูทันสมัยน่าอยู่

“มันไม่น่าเชื่อ” เพื่อนของสมชัยกล่าวขึ้นเมื่อมาเยี่ยมบ้านครั้งหนึ่ง “มันต้องมีอะไรซักอย่างที่ทำให้เจ้าของขายในราคาถูกอย่างนี้”

“กลางคืนนอนมีเสียงกุกกักหรือเปล่า” บางคนถาม

“ไม่เคยนี่” เขาตอบ “ว่าก็ว่าเถอะ หลับสบายจนไม่รู้เรื่องเชียว”

หลายคนว่ากลางคืนคงมีรถแล่นกันอึกทึกจนหลับไม่ลงแน่

“แถวนี้เป็นย่านธุรกิจ” สมชัยว่าอีก “กลางคืนเงียบจนเข็มตกยังได้ยินเชียว เพราะคนกลับบ้านหมด”

เพื่อนของวาสนาก็เคยมาเที่ยวที่บ้านเหมือนกัน

“อาจเป็นบ้านที่อยู่ระหว่างคดียังไม่ยุติ”

“โฉนดปลอมแหง  ฉันกลัวแทนเธอจัง”

“ทำไมสมชัยเค้าด่วนตัดสินใจอย่างนั้นไม่รู้ อาจกำลังจะถูกเวนคืนที่ดินก็ได้”

“ได้ข่าวว่าจะตัดถนนผ่านที่ตรงนี้พอดีนะ”

“แรก ๆ ชั้นก็กลัวเหมือนกัน” วาสนาบอกกับเพื่อน ๆ ของเธอ “ชั้นถึงให้สมชัยเค้าไปตรวจสอบมาเรียบร้อย”

“แล้วเป็นไง” ทุกคนสนใจ

“ไม่มีอย่างที่พวกเธอว่าซักอย่าง”

“แต่มีอย่างอื่นใช่มั้ย”

“ไม่มีอะไรเลย” เธอย้ำคำว่า “เลย” มาก

ความสงสัยไม่มีแต่เฉพาะในหมู่เพื่อนฝูง  แม้แต่พ่อแม่ของวาสนาเองก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้  คอยถามเรื่องน้ำไฟสภาพบ้าน กำแพงจะทะลุเมื่อไร จะเอากระดาษไปปิดฝากันปลวกมั้ย หน้าฝนน้ำท่วมมั้ย ทำนองนี้ตลอดเวลา

จนย่างเข้าปีที่ 10  ทุกอย่างก็คงเป็นปรกติ  ทั้งสมชัยและวาสนาก็ยังคงอยู่ในบ้านหลังนั้น  แม้จะมีคนขี้สงสัยคอยระแวงเป็นห่วงเป็นใยมาตลอดระยะเวลา 10 ปีก็ตาม

“ฉันรู้ข้อเสียของบ้านหลังนี้แล้วละ วาส” สมชัยกล่าว” เราจะต้องทนรำคาญเสียงของคนขี้สงสัยนี้ต่อไปอีกนาน”

 

 

หมายเหตุ  เรื่องสั้นเรื่องนี้เขียนเมื่อราว ปี 2517 – 2520  คือช่วงที่ผู้เขียนอยู่มัธยมต้นหรือมัธยมปลาย  ยังเด็กนัก  ถ้าเป็นปัจจุบันคงไม่ปิดท้ายด้วยเวลา 10 ปี  ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกว่า 10 ปีเป็นเวลานานแค่ไหน  แต่ตอนนี้รู้แล้วว่า 10 ปีนี่นานพอที่จะทำให้ทุกคนไม่พูดถึงอะไรอีกแล้ว  คนจะติอยู่ได้แค่ปีเดียวก็เก่งแล้ว

คำพังเพยญี่ปุ่นบอกว่า 人の噂も七十五日 การลือของคนก็แค่ 75 วัน  หลังจากนั้นคนก็จะลืมไปหมด  

edit @ 7 Jan 2013 14:23:17 by GraveDigger

Comment

Comment:

Tweet