เล่าเรื่องในอดีตต่อนะครับ สมัยเราไปญี่ปุ่นใหม่ ๆ จากไดอารี่เก่าเก็บ เพราะฉะนั้นข้อมูลหลายตัวก็ล้าสมัย แต่คิดเสียว่าเป็นการแอบอ่านไดอารี่ของคุณลุงคนหนึ่งก็แล้วกัน
Shinjuku
ตอนเช้า ๆ เรามักถูกปลุกด้วยเสียงอะไรก็ไม่รู้ คล้ายรถโฆษณาแล้วก็พูดประชาสัมพันธ์ ด้วยความรู้ภาษาญี่ปุ่นงู ๆ ปลา ๆ ของผม ก็เลยสรุปว่าเป็นรถโฆษณา แต่ไม่รู้โฆษณาอะไร รถมักจะแล่นผ่านตอนประมาณ 8 นาฬิกา และนี่ก็คือเวลาตื่นของผมทุกเช้า ทั้ง ๆ ที่อุตส่าห์ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอน 7 น. แต่ก็ไม่เคยได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกซักที
ต่อมาอีกหลายวันถึงได้รู้ว่าเป็นรถหาเสียงเลือกตั้งอะไรก็ไม่รู้ของท้องถิ่นเมือง 府中 ฟุชู ที่จะมีในวันที่ 16 มีคนมาแจกกระดาษทิชชู่ ด้านหลังเป็นคำเชิญชวนให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เค้าคงคิดว่าผมเป็นคนญี่ปุ่น เลยพลอยฟ้าพลอยฝนได้มาด้วย
เช้าวันที่ 9 เมษายน พวกรุ่นพี่มารับพวกเราไปเที่ยวต่อจากเมื่อวานที่เพียงแต่พาไปช้อปปิ้งกับหาที่ทำการไปรษณีย์ แต่วันนี้จะไปโดยรถไฟถึงชินจูกุ ย่านการค้าที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น อย่าไปนึกถึงราชดำริอาเขต (เก่ามาก) ล่ะ เทียบกันไม่ติด ของเราดูเป็นกันเองกว่าเยอะ ที่นี่จะซื้อของก็ไม่มีพนักงานให้ถาม อยากได้อะไรก็หยิบ ๆ ไปจ่ายที่แคชเชียร์ เลยไม่รู้วิธีใช้ เลือกสีเลือกขนาดเลือกแบบก็มีให้เลือกเท่าที่เห็น มากกว่านี้ก็ไม่มี
ที่สถานีรถไฟชินจูกุ มีหมีแพนด้ากับลิงที่เป็นตุ๊กตาไฟฟ้า มีเสียงพูด น่ารัก เจ้าหมีแพนด้านั่งอยู่ในกรงเรียกร้องให้คนไปประทับตรารูปหมีโดยเจ้าตุ๊กตาเป็นคนประทับให้เอง พอเรายื่นกระดาษให้ปุ๊บ เครื่องก็ทำงาน ตราประทับบนมือเจ้ามีก็ประทับลงบนกระดาษของเรา เป็นที่สนุกสนานไม่น้อย เจ้าลิงก็ใช่ย่อย พูดจาสวัสดีกับคนดูแล้วก็เป่าหีบเพลงปากให้ฟัง น่าประทับใจมาก
ต่อจากนั้นพวกเราไปสวนชินจูกุเงียวเอ็น ตอนนี้คนกำลังแน่นเพราะแห่กันไปดูซากุระที่กำลังบานเต็มที่ คนญี่ปุ่นเองยังตื่นเต้นกับดอกซากุระขนาดหนังสือพิมพ์ยังลงข่าวว่าดอกซากุระจะบานเมื่อไหร่ บานกี่เปอร์เซ็นต์ ดอกซากุระจะบานปีละครั้งช่วงเริ่ม
ฤดูใบไม้ผลิ คือประมาณเดือนเมษายน และจะบานเต็มที่อยู่ประมาณ 7-8 วันเท่านั้น โชคดีที่ผมมาญี่ปุ่นช่วงซากุระบานพอดี คนญี่ปุ่นบอกว่าพวกเราโชคดีมากที่ซากุระบานต้อนรับ
พวกเราต้องเสียคนละ 100 เยนเป็นค่าผ่านประตูสวน เสร็จแล้วก็ไม่มีอะไรนอกจากซากุระ กับหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นที่แต่งตัวเลียนแบบเอลวิส ใส่เสื้อแบบเดียวกันสีเดียวกันทั้งคู่ แล้วก็มานั่งนอนกอดกันต่อหน้าสาธารณชน อารยธรรมตะวันตกช่างตามอย่างกันง่ายเหลือเกิน
ศูนย์การค้าส่วนใหญ่มีหลายชั้น มีบันไดเลื่อนทุกชั้น เดินบันไดเลื่อนจนเวียนหัวน่าดู ชินจูกุมีตึกสูง ๆ มากมาย ตึกที่สูงที่สุดกำลังจะเปิดพอดีสูงถึง 60 ชี้น แต่พวกเราไม่มีบุญได้ขึ้น ได้ขึ้นแต่ตึกซูมิโตโมะ สูง 52 ชั้น ตึกเป็นรูปสามเหลี่ยม ตรงกลางกลวงเป็นกระจกโดยรอบ ไม่มีดาดฟ้า พวกเราคนไทยเดินเข้าไปถึง เห็นลิฟต์ที่จะขึ้นคนยืนเข้าแถวเป็นตับ ที่ญี่ปุ่นลิฟต์ส่วนใหญ่แบ่งว่าลิฟต์นี้สำหรับขึ้นชั้นไหน เมืองไทยก็มีแถวสีลม ลิฟต์ที่เราจะขึ้นนี้เป็นลิฟต์ที่ขึ้นเฉพาะชั้น 49-52 คนไทยเป็นคนขี้เกียจเข้าแถวใคร ๆ ก็รู้ จึงคิดจะดอดขึ้นลิปต์ถึงชั้น 47 เพราะว่างเหลือเกิน แล้วเดินต่ออีก 5 ชั้น แต่เจอยามไล่ออกมา บอกว่าลิฟต์นั้นสำหรับพนักงานบริษัทที่ทำงานอยู่เท่านั้น ศูนย์การค้ามีเฉพาะชั้น 49-52 ไปต่อแถวซะดี ๆ พวกเราก็เลยต้องก้มหน้าก้มตาต่อแถวอันยืดยาวนั้นต่อไป
ชั้นที่ 52 ของตึกนี้เป็นศูนย์การค้า ตรงกลางกลวงมีกระจกใสติดรอบ ทำให้มองเห็นชั้นล่างของอีกด้านหนึ่งได้ แต่มองยังไงก็ไม่เห็นชั้นหนึ่ง เดินได้ซักพักก็ต้องลง แน่นอนใครจะอยู่ตลอดไป แม้แต่บ้านของเราเองยังมีการโยกย้ายนับประสาอะไรกับที่ที่ไม่ใช่ที่ซุกนอน
ตามช่องระหว่างตึกสูง ลมพัดแรงมาก พัดทีคนแทบลอยตามลม โดยเฉพาะผมนี่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการทวนลม บางทีลมแรงขนาดก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ ต้องยืนต้านลมเฉย ๆ ก็มี กลับหอพักเอาเกือบเย็น
อยากเห็นชินจูกุในสมัยนั้นจัง